การเดินทางไปท่องเที่ยววาดรูปกับสาขา...วิบากกรรมของตูแท้ๆ

ราวๆเย็นวันอังคารของสัปดาห์ที่แล้ว ขณะฝนกำลังเทโครมๆลงมาเหมือนฟ้ารั่ว ผมกำลังนั่งเขียนงานดรอวอิ้งอยู่ชั้น 2 ของคณะศิลปกรรม ก็ได้รู้จากอาจารย์ประจำวิชาจิตรกรรม 3 ที่ลงเรียนไว้ แกเดินมาบอกว่า คืนวันพฤหัสนี้เค้าจะออกเดินทางไปวาดรูปนอกสถานที่กันที่จังหวัดชัยภูมิ ให้เตรียมเฟรมไปเขียนสีน้ำมันซัก2เฟรม เล็กหน่อยก็ได้ รถจะออกเดินทางตอนตี 2

ผมอึ้งๆไปเล็กน้อยเพราะมันฉุกละหุกพอดูเหมือนกัน แถมต้องเคลียร์งานก่อนไปอีก ช่วงนั้นอากาศค่อนข้างชื้น มีฝนตกเป็นระยะๆ จะเตรียมขึงเฟรมเองคงไม่ทัน เลยกะจะหาซื้อเฟรมสำเร็จรูปไปแทน ได้เฟรมสำเร็จขนาด 60x40 ติดไปสองอัน

พอถึงวันนัดหมาย ราวๆก่อนเวลาเดินทางชม.กว่าผมก็สะพายข้าวของพะรุงพะรังบึ่งมอเตอร์ไซค์ปุเลงๆเข้าไปคณะ ล็อครถทิ้งไว้ที่นั่นแหละเพราะมีคนเข้าออกทำงานเกือบตลอดเวลา แล้วก็นั่งอ่านนิยายวอร์คราฟท์ที่ติดมือมาแก้เซ็งรอเวลาเดินทาง สนุกกว่าที่คิดแฮะ

จะว่าไปนี่ก็เป็นการเดินทางที่ค่อนข้างจะเคว้งๆเอาการอยู่ เพราะมีผมเป็นปู่คณะอยู่คนเดียว ที่เหลือมีแต่รุ่นน้องทั้งนั้น แต่ปกติตัวเองมันก็เป็นพวกชอบปลีกวิเวกอยู่แล้ว ถึงมากับกลุ่มเพื่อนก็คงไม่แตกต่างอะไรซักเท่าไหร่ เลยไม่ได้คิดอะไรมาก

ราวๆตี 2 ครึ่งขนข้าวของขึ้นรถของมหาวิทยาลัยกันเรียบร้อยก็เริ่มออกเดินทาง ที่ไปกันคราวนี้มี 2 สาขา จิตรกรรมกับนิเทศศิลป์ ถ้านับรวมอาจารย์อีก 3 คนด้วยก็ไปกันราวๆเกือบ 30 คนได้ ส่วนใหญ่ก็หลับเอาแรงกันจนกระทั่งไปถึงที่หมายในตอนเช้า

วันแรก
ราวๆ 6 โมงเช้าก็มาถึงที่หมาย นั่นคือ อุทยานแห่งชาติภูหินงาม เป้าหมายของสาขาจิตรกรรมคือการมาวาดรูปทุ่งดอกกระเจียว ซึ่งจะบานในช่วงเดือน กรกฎาคม - สิงหาคม ของนิเทศศิลป์รู้สึกเค้าจะมาถ่ายรูปกับสัมมนากันมั้งนะ ตอนเช้าอากาศค่อนข้างดีไม่หนาวอย่างที่คิด ฟ้าโปร่งไม่ค่อยมีเมฆ แสงทั่วถึง เหมาะกับการวาดรูป

อาจารย์ให้เวลาเตรียมตัวเข้าห้องน้ำ ล้างหน้าล้างตา กินข้าวเช้าให้เรียบร้อย จะได้ยกขบวนไปวาดรูปกันก่อนกลับมารวมกันอีกครั้งตอนบ่าย 2 ผมเดินไปสำรวจห้องน้ำดู สะอาดใช้ได้ทีเดียว น้ำท่ามีพร้อม ...ก็เลยจัดการสังหารข้าศึกซะหนึ่งยก

เพราะค่อนข้างจะได้เดินทางบ่อยเหมือนกัน เลยเป็นบทเรียนให้ได้รู้ว่า ถ้ามีโอกาสได้เจอห้องน้ำที่สะอาด สะดวก ในระดับใช้ได้ เมื่อไหร่ล่ะก็ สัมภาระในลำไส้ทั้งหลายถ้าปลดตอนนั้นได้ให้ปลดเลย เพราะไม่รู้ว่าข้างหน้าจะมีห้องน้ำสะอาดให้ใช้มั้ย จะมีน้ำล้างรึเปล่า เรื่องขี้เรื่องใหญ่ครับ ขอบอก ถ้าไม่อยากวิ่งเข้าป่าข้างทางแล้วเอาใบไม้เช็ดก้น ไม่ก็ถ้าซวยกว่านั้นก็คือ ปล่อยไปแล้วไม่มีน้ำจะล้าง... ...เราเตือนคุณแล้ว เหอะๆ

เรื่องกินนี่อีกเรื่องครับ ตามสถานที่ท่องเที่ยว บางทีเราก็เลือกของกินไม่ได้หรอก เพราะมันมีขายอยู่แค่นั้น อย่างช่วงที่ไปนี่ก็ยังเช้าอยู่ ยังไม่มีร้านไหนเปิดขายนอกจากร้านสวัสดิการที่นั่น ซึ่งทั้งคณะก็สั่งกันจนของทำกับข้าวหมดนั่นเลยเชียว รสชาดไม่ต้องคิดมากครับ กินเอากันตายให้อิ่มท้องไว้ก่อน เพราะต้องแบกของไปทำงานกัน ส่วนราคาก็แพงกว่าปกติ เป็นธรรมดาของแหล่งท่องเที่ยว

พอเสร็จเรียบร้อยก็อาศัยรถของพนักงานป่าไม้นั่นแหละครับ ขนนศ.ไปกัน เป้าหมายคือ

- ทุ่งดอกกระเจียว
พอเริ่มเข้าบริเวณก็เห็นดอกกระเจียวสีชมพูขึ้นแซมดงหญ้าเป็นระยะๆ ดูละลานตาทีเดียว จนถึงจุดพักชมวิว อาจารย์ก็พาขบวนไปสำรวจทัศนียภาพหาจุดเหมาะสำหรับวาด ซึ่งดูโดยรวมๆแล้วลงความเห็นกันว่า ต้นไม้มันรกไปหน่อย ประกอบกับหญ้ามันสีเขียวสดค่อนข้างมาก ภาพรวมๆมันจะออกโทนเขียวๆเดียวกันหมด (จริงๆส่วนนึงคือมันขี้เกียจเขียนต้นไม้กันนั่นแหละ ไม่ใช่อะไรมาก)

อาจารย์แกก็เลยเสนอความคิดว่า งั้นไปวาดก้อนหินกันที่ทุ่งหินก็แล้วกัน นั่งรถย้อนลงไปอีกหน่อยตรงจุดชมวิวอีกจุด จริงๆผมก็เล็งหามุมวาดพอได้แล้วน่ะนะ ติดตรงหญ้ามันชื้นไปหน่อยหาที่วางของยาก แต่เสียงส่วนรวมจะไปวาดหินก็เลยต้องตามเค้าไป

- ทุ่งหิน
วิบากกรรมมันเริ่มตรงนี้แหละครับ เพราะทุ่งหินที่ต้องไปวาดมันต้องเดินขึ้นเขาไปจากจุดชมวิวอีกไกลพอดู ไอ้ตัวผมเองก็หัวเข่าไม่ค่อยจะดีซะด้วย ก็ต้องกัดฟันเดินกันไป แดดก็เริ่มจะร้อน เพราะเข้าช่วงสายแล้ว ไม่ค่อยจะมีร่มเงาให้พักคลายร้อนนักเพราะไม่มีต้นไม้ใหญ่ ส่วนใหญ่จะเป็นต้นไม้พุ่มและโขดหินซึ่งถูกกัดเซาะตามธรรมชาติจนดูเป็นรูปร่างต่างๆ

ผมคงจะซาบซึ้งกับทัศนียภาพของธรรมชาติตรงนี้ได้มากกว่านี้ ถ้าไม่ต้องแบกอุปกรณ์พะรุงพะรัง หนักก็หนัก เดินหอบแฮ่กๆฝ่าแดดเปรี้ยงๆยามสายเดินขึ้นเขาพร้อมกับกลิ่นน้ำมันสนที่ระเหยออกมาให้สูดดมชวนหน้ามืดเป็นระยะๆ...

พอถึงที่ก็แยกย้ายกันไปเขียนครับ บางคนก็ได้ที่ปักหลักวาดเร็ว ผมเองหาที่ได้ยากหน่อย มันลำบากอีตรงที่ ไอ้ตรงมุมสวยๆ มันก็ไม่มีที่ให้นั่งเขียน ไอ้ตรงที่มีร่มหลบแดดมีที่ให้วางของมุมมันก็ไม่ค่อยจะสวย ให้นั่งวาดตรงทุ่งดอกกระเจียวตะกี้ยังจะดีกว่าอีก แต่คิดไปก็ป่วยการผมเลยเลือกเอาตรงที่ที่มันพอวางของวางเฟรมได้แล้วก็ลงมือเขียนๆไปเลยเพราะกลัวจะหมดเวลาก่อน วาดไปได้ซักพักยังไม่ทันได้เป็นรูปเป็นร่างดีเลย อาจารย์แกเรียกรวมครับ บอกว่าเดี๋ยวไม่ทันกำหนดการณ์ที่วางไว้ (บอกรวมตอนบ่าย 2 แล้วให้กลับตอน 5 โมงเช้าเนี่ยนะ...)

มีเสียงรุ่นน้องตะโกนถามไปว่า " ยังไม่เสร็จเลยครับอาจารย์ แล้วที่เหลือจะทำไงครับ? "

อาจารย์ " ช่างมัน ไปมั่วแต่งเอาทีหลัง "

ผม "..."

...แล้วให้ตูแบกของขึ้นมาเขียนทำไมวะเนี่ย

พวกพกกล้องไปถ่ายรูปด้วยก็สบายไป ถ่ายไว้ไปวาดทีหลัง รู้งี้คราวหลังพกกล้องไปด้วยดีกว่า ไม่บ่งไม่แบกมันแล้วฟงเฟรม ...ให้ตายสิ

พอขนของกลับมารวมกัน ก็ต้องมานั่งรอรถครับ กว่ารถจะมา... แล้วจะรีบเรียกกลับทำไมวะนี่ ...ถ้ามองโลกในแง่ดี อาจารย์แกคงกลัวตะวันตรงหัวแล้วจะไม่มีที่ให้หลบแดด หรือไม่ก็กลัวมุมแสงเปลี่ยนแล้วรูปจะออกมาไม่สวย...ล่ะมั้ง ...นะ

กว่ามารวมกันหมดที่จุดนัดพบก็ใกล้ๆบ่าย 2 พอดี แวะเข้าตัวเมืองซื้อเสบียงเล็กน้อย จากนั้นก็เดินทางไปยังที่พักซึ่งอยู่ในเขตเขื่อนลำประทาว ที่พักชื่อ บ้านเนินน้ำ เป็นบ้านพักทีสร้างอยู่ติดกับหนองน้ำ บรรยากาศค่อนข้างดีทีเดียว เวลาพระอาทิตย์ขึ้นหรือตกวิวจะสวยมาก ตกกลางคืนอากาศค่อนข้างเย็นเพราะอยู่ริมน้ำ ยุงก็พอมีบ้าง แต่ผมได้นอนในห้องที่มีมุ้งลวดก็เลยไม่เป็นไร ข้างนอกก็ตั้งวงเหล้าเฮฮากันไป ไอ้ผมไม่กินอยู่แล้วแถมเหนื่อยๆมาจากกลางวันเลยหลับเร็วหน่อย

วันที่สอง
วันนี้จุดหมายคืออุทยานแห่งชาติตาดโตน ตามที่ตั้งใจไว้แต่แรกอาจารย์คงอยากให้วาดรูปน้ำตกตาดโตนกัน แต่จากประสบการณ์วิบากเมื่อวานจึงไม่มีใครแบกอุปกรณ์ไปกันเลย พกแต่กล้องไปถ่ายเอาอย่างเดียว ...อิจฉาคนมีกล้องจังว้อย

แต่เพราะอย่างนี้เลยไม่ต้องซีเรียสเรื่องทำงานนัก พอคิดซะว่ามาเที่ยวอย่างเดียวเลยหายเซ็งไปได้บ้าง ได้สัมผัสสีเขียวๆของต้นไม้เยอะๆแล้วรู้สึกเหมือนได้เติมเต็มอย่างประหลาด อาจเพราะตัวเองเป็นคนธาตุไม้ด้วย(มีคนบอกว่างั้น)

ไปถึงที่หมาย พักกินข้าวกินปลากันแถวนั้น ก่อนอาจารย์แกจะปล่อยให้ไปเดินดูรอบๆตามสบาย แล้วให้กลับมารวมกันเพื่อเตรียมเดินป่ากันในช่วงบ่าย

- น้ำตกตาดโตน
พอไปถึงน้ำตกไม่เป็นอย่างที่คิด น้ำขุ่นมาก เป็นสีโคลนเลย คาดว่าน่าจะเป็นเพราะเป็นช่วงต้นหน้าฝน น้ำเลยชะดินทรายมาจากด้านบนทำให้น้ำขุ่น (มารู้สาเหตุอีกอย่างจากเจ้าหน้าที่ว่า ส่วนนึงเพราะพื้นที่เหนือขึ้นไปข้างบนมีการทำไร่มันสำปะหลัง ซึ่งไร่มันก็รู้ๆกันอยู่ว่ามีแต่ดินปนทราย น้ำตกมันก็เลยขุ่นคลั่ก ...แย่ชะมัด)

ซึ่งแต่ละคนก็หาที่ถ่ายรูปบ้าง เล่นน้ำบ้าง ตามอัธยาศัย ตัวผมก็ไปนั่งเสก็ตช์ภาพน้ำตกเล่นอยู่บนโขดหิน ยังวาดไม่ทันเสร็จก็ได้เวลารวมซะแล้ว ทางเดินแถวน้ำตกมันก็ต้องเดินไปตามโขดหินก้อนต่อก้อนน่ะนะ ไอ้ตอนขามาน่ะไม่เป็นไร ผมเดินจากก้อนนึงไปก้อนนึงอย่างลื่นไหลสบายๆจนรุ่นน้องถามว่าพี่มีวิชาตัวเบารึเปล่าเนี่ย แต่ตอนขากลับนี่ซวยครับ ระหว่างข้ามจากก้อนนึงไปอีกก้อนนึง คนที่เดินนำหน้าผมไปเกิดหยุดที่หินก้อนที่ผมเล็งไว้ขึ้นมาไม่เดินไปต่อ ผมเลยชะงักแล้วเสียสมดุลย์ หมุนควงหนึ่งตลบแล้วลงน้ำไปเกือบครึ่งตัว...

กระเป๋าคู่ใจที่สะพายไปด้วยจุ่มลงน้ำไปหน่อยนึง รีบยกขึ้นมาเพราะกลัวสมุดวาดรูปกับหนังสือข้างในจะเปียก แต่โชคดีที่กระเป๋ามันหนาเลยไม่เป็นไร ข้าวของปลอดภัยครับ แต่เล็บหัวแม่เท้าขวาผมฉีก แหว่งไปหน่อยนึง ตอนจะออกจากบ้านก่อนเดินทางไอ้ผมก็ลืมตัดเล็บมา ไม่น่าเล้ย ดีที่เลือดไม่ออก ไม่เป็นแผลอะไร แต่กลัวปลายเล็บที่หักมันจะทิ่มซอกเล็บจนเป็นแผลนี่สิ ยิ่งตอนบ่ายต้องเดินป่าอีก เอาล่ะสิตู... แถมนิ้วก้อยมือซ้ายยังซ้นอีกต่างหาก อะไรมันจะซวยซ้ำซ้อนปานนั้น ก็เลยได้ไปขอยืมมีดตัดเล็บจากร้านค้าแถวโรงอาหารของอุทยานมาตัดเล็บที่แตกออก เป็นร้านที่อยู่ไกลจากที่จอดรถสุด ป้าแกก็ใจดีกุลีกุจอค้นให้ ซึ้งใจจริงๆ พอตัดเสร็จเอาไปคืนและขอบคุณแกแล้วเลยซื้อของอุดหนุนแกหน่อย
จากนั้นก็เอากระดาษกาวที่ติดไปด้วยในกระเป๋าพันๆหัวแม่เท้าขวาไว้ให้เดินสะดวกๆ ส่วนนิ้วก้อยมือซ้ายที่เริ่มบวมเป่งแถมออกเป็นสีม่วงๆก็พันๆดามไว้กับนิ้วนาง เพราะถ้าไม่พันไว้นี่เวลานิ้วขยับมันจะปวดๆ (กระเป๋าคู่ใจที่ผมสะพายไปด้วยส่วนใหญ่จะมีข้าวของจุกจิกไว้เผื่อเกิดเหตุการณ์ประมาณนี้ แต่บังเอิญมีดตัดเล็บอันเก่าที่ติดกระเป๋ามันหายไปนานแล้วไม่ได้ซื้อใหม่ซะที)

- เดินป่า
ช่วงบ่ายก็มานั่งประชุมกันที่ศาลาฟังเจ้าหน้าที่อธิบายถึงกฏเกณฑ์และมารยาทในการเดินป่า ตอนแรกกะจะแยกกันไปสองกลุ่มเดินไปคนละทางโดยมีเจ้าหน้าที่ไปด้วยกลุ่มละคน แต่ไปๆมาๆก็ตกลงว่าไปทางเดียวกันหมดทั้งกลุ่มนั่นแหละ

ระหว่างเดินไปลองคุยๆกับเจ้าหน้าที่ดูได้ความรู้มาเยอะพอสมควรเหมือนกัน อย่างหญ้าที่ขึ้นแน่นขนัดในป่าแถบนี้(ผมจำชื่อหญ้าไม่ได้แล้ว) ใบจะเรียวยาว ส่วนลำต้นคล้ายต้นไผ่มาก พอถึงหน้าแล้งที่หญ้าพวกจะแห้งตายและกองสุมๆกัน เป็นเชื้อให้ไฟป่าได้อย่างดี ซึ่งไฟป่าเองแบ่งออกได้เป็น 3 ชนิด
1. ไฟผิวดิน - เป็นไฟป่าทั่วไปที่พบกันได้บ่อย ไฟป่าที่เกิดขึ้นแถบอุทยานนี้ก็เป็นแบบนี้
2. ไฟยอดไม้ - คือไฟป่าที่ลุกไหม้อยู่บนยอดไม้ ส่วนใหญ่จะพบในป่าสนซึ่งเป็นไม้ที่มีน้ำมัน
3. ไฟใต้ดิน - ส่วนใหญ่จะเกิดในป่าแถบภาคใต้ ในป่าที่มีใบ้ไม้ทับถมกันมาก เมื่อเกิดไฟป่า ไฟจะลามไปติดใบไม้ที่กองสุมๆกันใต้ผิวดิน ลักษณะจะเหมือนไฟที่ติดในเตาถ่าน ถ้าโชคร้ายตกลงไปในหลุมไฟที่ว่านี่ล่ะก็...
ป่าแถบนี้แต่ละปีจะมีไฟป่าเกิดขึ้นหลายครั้ง ทั้งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติและฝีมือคน หลักๆก็เช่นพวกที่เข้ามาเก็บผักหวานป่า พวกนี้จะเผาป่าเพื่อให้ผักหวานแตกใบจะได้เข้ามาเก็บไปขาย ซึ่งได้ยินว่าพ่อค้าที่มารับซื้อให้ราคาดีทีเดียว แล้วก็พวกเลี้ยงวัว พวกนี้บางคนเวลาพาวัวมากินหญ้าก็จะติดธูปกับไม้ขีดมาด้วย จุดธูปที่มีไม้ขีดมัดติดตรงก้านธูปไว้ จากนั้นก็พาวัวกลับ เมื่อธูปลามถึงหัวไม้ขีดไฟก็ติดไหม้ลามออกไป จับมือใครดมก็ไม่ได้ หลายคนอาจจะเคยเห็นเวลาที่ทุ่งหญ้าถูกเผาแล้วเนี่ยพอได้ฝนซักหน่อย มันจะแตกหน่อแทงยอดขึ้นมาใหม่ หญ้าอ่อนที่แตกขึ้นมาใหม่นี่เขาเรียกกันว่า หญ้าระบัด ซึ่งมีคุณค่าทางอาหารสูง พวกเลี้ยงวัวก็จะพาวัวเข้ามากินหญ้าที่ว่านี่แหละ นอกจากนั้นยังมีพวกที่เผาป่าเพื่อที่จะเอาที่ไปทำไร่ยางพารา เพราะยางพาราที่ปลูกแถบนี้ให้น้ำยางมีคุณภาพสูงกว่าแถวระยอง มีพ่อค้ารับซื้อให้ราคาดี (เจ้าหน้าที่แกบอกว่าอย่างน้อยยางพารามันก็ยังเป็นต้นบ้าง แต่เผาเอาหญ้าให้วัวกินนี่ไม่ไหว)
ก็ได้แต่ดูแลกันไปตามแต่กำลังจะมี พี่แกบ่นให้ฟังว่าคุยกับคนโตๆแล้วน่ะยาก สู้ปลูกฝังจิตสำนึกให้เด็กรุ่นใหม่ๆพยายามรักษาป่าดีกว่า

-เถาวัลย์ยักษ์กับคำอธิษฐานของสาวน้อย
ระหว่างทางเดินก็เจอกับเถาวัลย์ใหญ่ขนาดต้นขาห้อยระโยงอยู่ข้างทาง พี่เจ้าหน้าที่แกก็พูดยิ้มๆว่า สาวคนไหนอยากมีสามีก็ลองจับไว้แล้วอธิษฐานดูสิ เค้ามีความเชื่อว่าจะได้กันนะ ก็มีรุ่นน้องผู้หญิงไปจับๆกันดูน่ะนะ แต่ไม่รู้ว่าลองอธิษฐานกันดูรึเปล่า(ฮา)

- ต้นเถางูเขียวกับบักบิลลี่
ข้ามสะพานไม้ไปถึงจุดนึง เจ้าหน้าที่แกก็ชี้ให้ดูต้นกาฝากชนิดนึงที่ว่ากันว่าเป็นต้นไม้ในยุคจูราสสิค อยู่ในช่วงที่ต้นไม้กำลังจะวิวัฒนาการไปมีใบรึไงนี่แหละ(ผมอยู่ไกลเลยฟังไม่ค่อยชัดนัก) ลักษณะเป็นเถาสีเขียวๆไม่มีใบ ถ้าจำไม่ผิดรู้สึกจะชื่อต้น "เถางูเขียว" นี่แหละ ไอ้ต้นเถางูเขียวนี่เห็นว่าแต่ก่อนตรงนี้มีเยอะ แต่มีคราวนึงที่มีกลุ่มเดินป่ากลุ่มนึงมาทางนี้ ก็มีไอ้เด๋กเปรตคนนึงเอามีดมาฟันทิ้งเล่นเสียเกือบหมด แถมหมอยังสลักชื่อตัวเองไว้เป็นที่ระลึกตามต้นไม้ตามป้ายข้อมูลที่ตั้งอยู่ตามทางด้วยว่า "บิลลี่"
...บักบิลลี่
เค้าสืบหาตัวกันจนเจอ ไปเจอบักบิลลี่นี่ตอนกำลังเรียน รด. อยู่ พอถามว่าทำไมถึงไปทำอย่างนั้น ไอ้เปรตนี่ก็ตอบว่า "ผมไม่รู้"
...
มันน่าให้ครูฝึก รด. จับซ่อมซะให้เข็ด...
ต้นเถางูเขียวจากที่เคยมีเยอะก็เลยเหลือแค่กระจึ๋งเดียว เพราะฝีมือเด็กเปรตไร้จิตสำนึกคนนึง ไอ้คน!@#$แบบนี้มันน่าจับมาทำงานปลูกป่าซะให้เข็ดจะได้รู้ว่าคนเค้าลำบากแค่ไหนกับการคอยดูแลรักษา

เมื่อจบการเดินป่าก็ขอบคุณพี่ๆเจ้าหน้าที่ที่พานำชม ก่อนจะแยกย้ายกันไปพักให้หายเหนื่อยค่อยเดินทางเข้าไปกินข้าวเย็นกันในเมือง


- ความแค้นกับสาว 7-11
พอเข้าไปถึงในตัวเมืองชัยภูมิ จอดรถแถวหน้าศาลเยาวชน อาจารย์ก็บอกว่ามื้อเย็นนี้ให้แยกย้ายไปหาข้าวเย็นกินแถวนี้กันเอาเอง ก็แยกย้ายกันไป ผมเดินไปถึงแถวสี่แยกตลาดสด เห็นตู้โทรศัพท์หยอดเหรียญหน้า 7- 11ก็กะว่าจะโทรกลับบ้านสักหน่อย เดินเข้า 7-11 ไปซื้อของกินเล็กน้อยรวมราคา 29 บาท แล้วไปเข้าแถวจ่ายเงิน ให้ใบ 50 ไปบอกขอเงินทอนเป็นเหรียญ 5 หรือเหรียญ 10 นะครับ สาวเซเว่นบอกเหรียญหมด ทั้งๆที่ผมมองดูในเครื่องเห็นเหรียญ 10 อยู่ราวๆ 10 กว่าเหรียญ...
ผมยืนอึ้งเล็กน้อย ก็เข้าใจน่ะนะว่าเป็นช่วงเวลาเย็นที่มีลูกค้าเข้าเยอะ แต่กะแค่ทอนเหรียญ 10 ให้ผมซัก 2 เหรียญนี่ไม่ได้เชียวเหรอ ของผมก็ซื้อไม่ได้มาขอแลกฟรีซะหน่อย
ผมรับเงินทอนที่เป็นใบ 20 มาอย่างเซ็งๆ ออกมาบ่นคนเดียวอย่างค่อนข้างหงุดหงิด ก่อนตัดสินใจไปขอแลกเหรียญกับร้านนาฬิกาข้างๆ อาซ้อแกก็ใจดี กุลีกุจอเรียกเด็กให้หาเหรียญมาให้ผมแลกหน่อย ...ตอนนั้นผมซึ้งน้ำใจแกจริงๆนะ ถึงจะดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อยก็เถอะ น้ำเอยน้ำใจคน อยู่ห่างกันแค่หนึ่งคูหาช่างแตกต่างกันได้ถึงเพียงนี้...

- ข้าวเย็น
เดินไปเดินมาทั่วตลาดสดหาร้านข้าวไม่เจอซะนี่ ผมเลยพยายามหาของกินที่น่าจะพอทำให้หนักท้องเผื่อตอนกลางคืนหน่อย พอดีไปเจอร้านขายข้าวจี่(ข้าวเหนียวคลุกเกลือเล็กน้อยปั้นเป็นก้อน ชุบไข่ แล้วเอาไปปิ้งหรือจี่นั่นแหละ)พอดี ก็เลยซื้อมากินกับลูกชิ้นทอดแถวนั้น เดินๆไปอีกฟากเผื่อมีอะไรกินก็เจอร้านคอหมูย่าง ...แต่ร้านยังไม่เปิด หมูยังไม่ย่าง จะรอก็คงไม่ทันเวลารถออก เลยตัดใจไป
ระหว่างเดินกลับขึ้นรถแวะร้านค้าใกล้ๆซื้อน้ำแล้วก็ถามป้าคนขายด้วยว่าแถวนี้มีร้านขายพวกอาหารตามสั่งรึเปล่า ป้าแกบอกจริงๆร้านแกก็ขายแต่วันนี้แกอยู่คนเดียวเลยไม่ได้เปิดร้าน ส่วนแถวนี้ไม่ค่อยมีร้านไหนเปิดช่วงเย็นๆ ต้องไปหากินแถวโต้รุ่งโน่น
ผมคิดในใจว่าถ้าเป็นขอนแก่นนี่หาของกินง่ายกว่านี้เยอะ ไปที่ไหนก็มีให้กิน คิดถึงบ้านขึ้นมาเลย กลับไปพ่อจะไปทัวร์บริโภคซะให้พุงกาง...ฮึ่ม...

- กางเกงใน
ก่อนหน้านี้ผมนึกว่ากำหนดการกลับคือวันเสาร์ ที่ไหนได้กลายเป็นวันอาทิตย์เย็นๆ


ปัญหาใหญ่คือผมดันเอากางเกงในมาแค่ตัวเดียว ก็ตัวที่ใส่อยู่นี่แหละ!


ใส่วันสองวันยังพอไหว แต่นี่เดินป่าหมกเหงื่อมาทั้งวัน ถ้าไม่เปลี่ยนมีหวัง "ไข่บูด" แน่ๆ
เมื่อสบโอกาสพอดีที่เย็นนี้อาจารย์พาเข้าเมือง ระหว่างสำรวจว่ามีร้านข้าวแถวนี้รึเปล่า ผมเลยเดินตลาดหาซื้อกางเกงในไปด้วย ไปเจอร้านนึงวางแผงไว้เบอร์ XL ติดป้ายราคา 33 บาท พอจะจ่ายเงินคนขายบอกคิด 20 บาทพอ อารามที่กำลังเบลอๆเพราะเดินเหนื่อยมาทั้งวันหนึ่ง ดีใจที่ได้กางเกงในใหม่จะได้ไม่ต้องไข่บูดหนึ่ง ทำให้ผมไม่เอะใจว่า เบอร์ XL ที่ซื้อมา ขนาดมันเท่าเบอร์ S ที่วางอยู่ข้างๆเป๊ะ


แล้วเย็นวันนั้นวิบากกรรมของผมก็บังเกิดอีกครา...


หลังจากไปถึงที่พัก อาบน้ำอาบท่าล้างเหงื่อไคลถอดกางเกงในตัวเก่าผนึกไว้ในถุงพลาสติกมัดแน่นหนา(ที่ไม่ซักเพราะไม่มีที่ตาก ถึงมีตากไปก็ไม่แห้งเพราะอากาศมันชื้น) ผมก็คว้ากางเกงในใหม่ออกมาสวม...


...ครึ่ด...


มัน...ใส่ไม่เข้าครับ ขึ้นมาแค่ครึ่งต้นขา ตอนแรกผมก็คิดว่าอาจจะเป็นเพราะยางยืดมันยังใหม่อยู่ เลยดึงๆให้มันยืดๆออกหน่อยแล้วลองใส่ใหม่


...ครึ่ด...ปึ่ด...


มัน...ยังใส่ไม่เข้าเหมือนเดิม ผมถอดออกมาพิจารณาดูแล้วคิดในใจว่า ไอ้นี่มันไซส์ S แหงๆ แต่เจือกติดป้ายเป็น XL เวรจริงๆ ไอ้ของเก่าก็ถอดใส่ถุงลงผนึกไปแล้ว จะปลดผนึกมาใส่ต่อก็ใช่ที่ อย่ากระนั้นเลย ลองแก้ปัญหาเฉพาะหน้าดูดีกว่า ลองเอามีดตัดยางยืดช่วงด้านข้างดูอาจดึงขึ้นมาใส่จนสุดได้


...ครึ่ด...ปึ่ด...แคว่กก...


มัน...ดึงไม่ขึ้นครับ แถมตะเข็บยังปริอีกต่างหาก ผมชักหงุดหงิดเลยเอามีดตัดด้านข้างออกเลยทั้งสองข้าง กะว่าจะหาเชือกมามัดๆรวบด้านข้างเอา ไปๆมาๆดันหาเชือกไม่ได้ซะอีก เชือกฟางก็ดันอยู่บนรถบัสของมหาวิทยาลัย จะโนแพนท์เดินขึ้นเนินไปเกือบ 500 เมตร เพื่อไปเอาก็ใช่ที่ เลยมองหาเอาใกล้ๆ สุดท้ายก็ตัดสินใจดึงเอาเชือกรัดเอวของกางเกงยืดที่ใส่ไปออกมา จากนั้นก็เอามาผูกกับปลายกางเกงในด้านข้างที่ตัดออกไป มัดเชื่อมกันทีละจุด แล้วก็ลองส่องกระจกดู


ผ่าง.................


มัน...ทุเรศลูกกะตามากเลยครับ ปิดอะไรต่อมิอะไรได้ไม่ค่อยจะมิดเลย แถมเผลอๆเดินไปเดี๋ยวได้หลุดออกมาทั้งยวง...
ผมเลยตัดใจรื้อเชือกออกมาแล้วม้วนเศษผ้าที่ครั้งนึงเคยมีสภาพเป็นกางเกงในไปทิ้ง โชคดีที่ติดกางเกงขาสั้นไปด้วยตัวนึง พอใส่ข้างในแก้ขัดไปได้ ดีกว่าปล่อยให้แกว่งโตงเตงล่ะวะ

- วงเหล้า(อีกรอบ)
เนื่องจากเป็นคืนสุดท้ายที่จะพักกันที่นี่ ก็เลยปล่อยกันค่อนข้างจะเต็มที่ กินเหล้า ร้องเพลง ตะโกนโหวกเฮฮาไป แรกๆก็ยังน่าสนุกสนานดีหรอก แต่ยิ่งดึกก็ยิ่งกลายเป็นบรรยากาศขี้เหล้า อย่างที่บอกว่าผมมันประเภทปลีกวิเวกอยู่แล้วก็เลยหามุมสงบๆในบ้านพักนั่งอ่านหนังสือ
ซักดึกๆหน่อยรุ่นน้องผู้หญิงก็พากันหิ้วเพื่อนที่เมาคอพับคออ่อนเข้ามา ประมาณว่าโดนเพื่อนผู้ชายท้าให้กินแล้วไม่ยอมแพ้นั่นแหละ เล่นกรอกเอาๆก็เลยเมาจนอ้วกน่ะสิ เนี่ยน้าเป็นสาวเป็นนางแท้น่าจะระวังตัวกว่านี้หน่อย นี่ดีที่ยังมีเพื่อนๆคอยดูแลอยู่ เห็นผมบ่นๆยังงี้ก็ยังคอยดูนะ ยังไงก็เป็นน้องเป็นนุ่งก็ต้องดูแลกันหน่อย ให้กินน้ำไปเยอะๆจะได้อ้วกเอาพิษที่มันตกค้างในร่างกายออกมา อ้วกจนหมดแล้วจะได้ดีขึ้น
สมัยเด็กผมต้องคอยดูแลคนเมาบ่อยๆ ก็เลยค่อนข้างชิน ถึงยังงั้นก็ไม่ค่อยชอบอยู่ดีแหละ

วันที่สาม
ไปกินข้าวเช้าแถวเขื่อนลำประทาวอีกเช่นเคย สั่งข้าวผัดรวม+ไข่ดาว อร่อยทีเดียว ปลาหมึกเพียบได้กุ้ง 2 ตัวอีกต่างหาก ระหว่างนั่งย่อยรอคนอื่นกินเสร็จเห็นกรงนกหงส์หยกที่เค้าเลี้ยงไว้เลยเดินไปดู นกในกรงมีราวๆ 10 กว่าตัว แต่มีตัวสีขาวตัวนึงอยู่นอกกรง เห็นตอนแรกก็แปลกใจเหมือนกัน คิดว่ามันอาจจะเห็นเพื่อนอยู่ในกรงหลายตัว เลยมาเกาะก็เป็นได้ เห็นรังนกอยู่ข้างบนด้วยไม่รู้ใช่รังตัวนี้รึเปล่า
- เขื่อนจุฬาภรณ์
กินข้าวเช้าเสร็จก็เดินทางไปเขื่อนจุฬาภรณ์ ใช้เวลาเดินทางนานพอสมควร ไปกินข้าวเที่ยงกันข้างในก่อนจะนั่งรถขึ้นไปชมสันเขื่อน น้ำในเขื่อนน้อยกว่าที่คิดไว้

- สถานเพาะพันธุ์สัตว์ป่า
ตอนแรกตั้งโปรแกรมไว้ว่าจะเข้าไปดูสัตว์ในสถานเพาะพันธุ์สัตว์ป่ากัน แต่พอไปถึงก็มีป้ายบอกไว้ว่า ปิดชั่วคราวเพื่อป้องกันโรคระบาดของสัตว์ปีก ก็เลยอดเข้าไปดู แต่ก็ดีตรงที่ได้กลับบ้านเร็วขึ้น

- กลับซะที
กลับมาถึงคณะ ก็หอบข้าวหอบของพะรุงพะรังลงจากรถบัส หิ้วไปขึ้นมอเตอร์ไซค์ตัวเองแล้วขับกลับบ้าน พรุ่งนี้วันจันทร์ก็ต้องมาเรียนต่ออีกโดยไม่มีหยุด เฮ้อ~~~

ใช้เวลาเขียนมากกว่าที่คิดเพราะเจียดเอาเวลาว่างมาเขียนวันละนิดวันละหน่อย แต่ก็เขียนจบจนได้ ยาวไปหน่อยมั้ยนี่

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

วันที่สามไง๋มันสั้นนักละครับ
อ่านสนุกดีครับ เขียนอีกๆ

#1 By smdm on 2005-07-21 06:10

ขำเรือ่งกางเกงใน เอิกๆ
เป็นปู่ที่ดีของรุ่นน้องสินะ

#2 By Ellebazi on 2005-07-21 09:21

ป๋า...ป๋าน่าจะดีใจนะ ที่กางเกง size XL ในมัน คับ !
ถ้ามันหลวมโพรกจนกระทั่งใส่ไม่ได้เนี่ย... ป๋าต้องพิจารณาอวัยวะตัวเองแล้ว...

#3 By RayOn on 2005-07-21 19:37

อยากไปทุ่งดอกกระเจียวๆๆๆ ><
หน้าหนาวนี้ตั้งใจเลยนะเนี่ยว่าจะไปดูทุ่งกระเจียวบานที่
จ.ชัยภูมิ :) เสียดายจังที่ป๋าไม่ได้เอากล้องไป
เวลาไปเที่ยวแล้วมีไกด์คอยบอกว่าอะไรเป็นอะไรนี่ ชอบนะ ได้ความรู้ดี ว่าแต่เถาวัลย์ยักษ์ มันหายากไหมนิ ถ้าไปจะจับสักนิด อิอิ -3- อ่านๆไปสนุกดี ชอบอ่านอะไรที่มันเกี่ยวกับธรรมชาติแบบนี้จัง :D

ปล. ป๋าขอโทษด้วยนะที่หนูหัวเราะก๊ากเลย ตอนเล่าเรื่องกางเกงใน... 555

#4 By sonaplass on 2005-07-23 14:38

เรื่องกางเกงในเขียนเสียละเอียดยิบเชียว ติดใจสินะๆ

ปล. เคยไปชัยภูมิเหมือนกัน ขนาดในตัวเมืองยังหาร้านอาหารได้ลำบากเลย ^^;;

#5 By Little Lamb on 2005-08-23 19:51

อ่าน 2 วันกว่าจะจบ พอดีมีงานโน่นนี่เข้ามาขัดจังหวะ สนุกจัง ^^

สงสัยว่า คนที่เคยใส่กกน.ตลอด จะไม่ให้ใส่ก็ไม่ได้สินะ...

เรื่องรุ่นน้องผู้หญิงนี่ ป๋าน่ารักจังเลย แฮะๆ ^^

#6 By Choco on 2005-09-09 00:07

อ่านแล้วรู้สึกว่ามันวิบากยังไงไม่รู้ โดยเฉพาะเรื่องไข่บูด - -

#7 By Chester (203.188.40.203) on 2005-10-11 09:03

เราใส่เกงใน xl เหมือนกัน

ชอบ ๆ เขียนบ่อย ๆ นะ

#8 By ตู้สาขาโทรศัพท์ (58.8.116.184) on 2009-10-15 11:07