เพื่อนรักที่ไม่ได้เจอหน้ากันเจ็ดปี...
posted on 08 Nov 2009 05:15 by blade in Private
วันนี้อาจจะถือได้ว่าเป็นวันดีวันหนึ่ง เพราะผมได้มีโอกาสได้เจอหน้าเพื่อนสนิทที่จากกันไปถึงเจ็ดปี (ด้วยเหตุผลหลายๆประการผมจึงขอสงวนนามไว้)
เป็นเพื่อนที่เคยร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาสมัยผมเรียนช่างเขียนแบบ เคยอดด้วยกัน อิ่มด้วยกัน สนุกสนานเฮฮาด้วยกัน ถึงแม้เราทั้งคู่จะถือได้ว่าค่อนข้างฐานะขัดสน แต่สิ่งที่เรามีให้กันแบบไม่ขัดสนคือน้ำใจ
เขาผูกพันกับครอบครัวของผมเหมือนเป็นลูกชายอีกคนของบ้านนี้เลยก็ว่าได้ ตั้งแต่ตอนนั้นที่พ่อผมยังมีชีวิตและแข็งแรงดีอยู่
ชีวิตช่วงนั้น มีเวลาที่ผมตกที่นั่งลำบากแล้วเหลียวหาคนช่วยแต่ไม่มีกระทั่งหมาตัวไหนสนใจสักตัว ทั้งที่ยามปกติผมก็เคยช่วยคนอื่นหลายครั้ง
ชีวิตคนเรามันก็แบบนี้ ยามไม่มีผลประโยชน์ใครจะมาเห็นหัว แม้แต่คนที่ได้ชื่อว่าเป็นญาติพี่น้องก็เถอะ
แต่ผมยังมีเพื่อนคนนี้อยู่ คอยช่วยเหลือหลายๆอย่างเท่าที่จะสามารถทำได้ ทั้งๆที่ตัวเองก็ย่ำแย่ไม่แพ้กัน
คนเรามักจะเห็นน้ำใจกันก็ตอนลำบากนี่แหละ
เขาเป็นคนหนึ่งในชีวิตที่ผมนับเป็นเพื่อนแท้
พื้นเพชีวิตของเขาไม่ค่อยราบรื่นนัก เรียกได้ว่าบ้านแตกสาแหรกขาดก็ว่าได้ แต่เจ้าตัวเป็นคนสู้ชีวิตมาก หนักเอาเบาสู้ ทำทุกอย่างเท่าที่ทำได้ ตัวเองจะอดยังไงก็ยังมีน้ำใจให้คนอื่น ทำเอาหลายครั้งผมรู้สึกละอายตัวเองที่น่าจะทำได้อย่างเขาสักนิดก็ยังดี
แต่เหมือนฟ้าไม่ค่อยจะเหลียวแลคนดี ถึงแม้จะเพียรพยายามมากมายสักเท่าไหร่เขาก็มักจะไม่ค่อยประสบความสำเร็จนักด้วยปัจจัยต่าง ๆ นา ๆ
ถึงกระนั้นเขาก็ยังสู้
แม้เมื่อเขาเรียนจบปวส.ไป และผมที่แยกตัวออกมาเพราะใช้วุฒิปวช.สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้เราก็ยังคงติดต่อไปมาหาสู่กันอยู่เนือง ๆ จนเมื่อเจ็ดปีที่แล้วเพื่อนผมคนนี้ได้ย้ายลงไปทำงานแถวชลบุรี เป็นธุรกิจเกี่ยวกับการท่องเที่ยว และเราก็ขาดหายการติดต่อกันไปนาน เบอร์โทรศัพท์เดิมที่มีอยู่ก็ติดต่อกันไม่ได้เสียแล้ว ผมสืบค้นได้เพียงว่าเขาน่าจะยังอยู่แถบชลบุรี
จนมาวันนี้ที่ได้เจอกันอีกครั้ง
พอเจอหน้าเราก็เดินเข้าไปสวมกอดกันเหมือนที่เคยทำแต่ก่อนด้วยความดีใจ ความทรงจำและความผูกพันมันค่อย ๆ ไหลพรั่งพรูออกมา
ชีวิตเขายังคงเหมือนเดิม ตรากตรำ อุตสาหะ แต่ไม่มีดวงเอาเสียเลย
เขาเล่าให้ฟังว่าเมื่อลงไปแรก ๆ ก็ยังดี สู้อุตส่าห์ทำงานจนพอเริ่มตั้งตัวหักลบกลบหนี้ได้และเริ่มจะมีทุนขยับขยายไปทำอย่างอื่นบ้าง
...แต่ทุกอย่างต้องมาพังทลายลงเพราะเหตุการณ์ปิดสนามบินสุวรรณภูมิของกลุ่มคนที่เราก็รู้ว่าใคร (และจนป่านนี้ยังไม่มีหน้าไหนได้รับโทษอย่างที่ประกาศปาว ๆ สักคน)
ธุรกิจท่องเที่ยวพังยับเยิน ส่งผลให้เพื่อนของผมซึ่งเป็นฟันเฟืองเล็ก ๆ ตัวหนึ่งในระบบโดนลูกหลงไปด้วย ทั้ง ๆ ที่เพิ่งจะเริ่มตั้งตัวได้แท้ ๆ
ต้องระหกระเหินเร่ร่อนไปโน่นไปนี่ หอบเมียและลูกที่ยังเล็กอีกสองคนไปตรากตรำ ลูกสาวคนโตที่เพิ่งเข้าป.1ได้ย้ายที่เรียนเป็นว่าเล่น ตกปีละสามครั้ง บางคราวต้องเข้าไปทำงานในป่าดง นมจะให้ลูกคนเล็กกินยังไม่มี
ใครไม่เคยจนคงไม่รู้...
ใครไม่เคยตกอับคงไม่รู้...
ใครที่ไม่เคยใช้ชีวิตแบบคนระดับรากหญ้าคงไม่รู้...
ว่ามันต้องกัดฟันกล้ำกลืนกันขนาดไหนเพื่อเอาตัวรอด...
ตัวคนเดียวแบบสมัยก่อนมันก็ไม่เท่าไหร่ แต่ตอนนี้มันไม่ใช่แบบนั้น ถ้าเลือกได้ใครจะอยากพาลูกพาเมียไปตกระกำลำบาก
ตอนนี้เขากลับมาภาคอิสานเพื่อปลูกบ้านให้ครอบครัวมีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ส่วนตัวเองก็ดิ้นรนหาทางทำมาหากินต่อ และจริง ๆ ก็แวะผ่านมาทางบ้านผมหลายคราวเหมือนกัน แต่มักจะเป็นช่วงเวลาดึกดื่น จึงไม่ค่อยอยากเข้ามารบกวน
เขาว่าเพื่อนที่จะพอบอกเล่าระบายความกลัดกลุ้มและเป็นกำลังใจให้ได้บ้าง ตอนนี้เห็นจะมีผมเพียงคนเดียว เพราะสำหรับเขาคนจริงใจที่จะนับว่าเป็นเพื่อนได้มันหายากเหลือเกิน (ซึ่งผมก็คิดแบบเดียวกัน)
อย่างที่บอกว่าเขาเองเหมือนลูกชายคนนึงของบ้านนี้ ได้เจอหน้าแม่ผม คุยสารทุกข์สุกดิบกัน ดูจะทำให้เขารู้สึกผ่อนคลายจากภาระที่แบกอยู่ได้บ้าง ก่อนจะร่ำลากันไป ซึ่งหลังจากนี้อาจจะได้เจอกันอีกบ้างเป็นบางคราว
ผมยืนส่งเขาด้วยความรู้สึกหนักอึ้งในใจ พลางคิดว่าตัวเองช่างเฮงซวยนักที่ช่วยอะไรเขาไม่ได้นอกจากให้กำลังใจ ไอ้เส็งเคร็งห่วยแตกเอ๋ย... มึงยังเอาตัวเองไม่รอดเลยด้วยซ้ำ
ผมเก็บเอาความรู้สึกที่มีมาถ่ายทอดผ่านเป็นตัวหนังสือบันทึกไว้ตรงนี้ ส่วนหนึ่งเพื่อระบายอารมณ์อัดอั้นคับแค้นที่มันค้างคาออกมาเสียบ้าง อีกหลาย ๆ ส่วนนั้นผมไม่รู้ อาจจะอยากตัดพ้อถึงใครสักคน หรืออะไรสักอย่าง
ทำไมคนดีมันอยู่ยากนัก?
บล็อกของเหล่านักวาด
![[Pocket Webboard] โรงเรียนฉบับกระเป๋า](http://i19.photobucket.com/albums/b185/bladeoffury/blog/PK_link.gif)

